คลังบทความของบล็อก

วันศุกร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2561

ดอกไม้ประจำชาติของประเทศกัมพูชา

ดอกลำดวน เป็นดอกไม้ประจำชาติของประเทศกัมพูชา

ลำดวนเป็นไม้ต้นขนาดกลาง สูง 5 - 20 เมตร ไม่ผลัดใบ เรือนยอดรูปกรวย หนาทึบ ลำต้นเปลาตรง มีเปลือกสีน้ำตาล แตกขรุขระเป็นสะเก็ด ใบเดี่ยว เรียงสลับ แผ่นใบรูปขอบขนานหรือรูปใบหอก กว้าง 2.5-4 เซนติเมตร ยาว 5-11.5 เซนติเมตร ปลายใบแหลมโคนใบสอบหรือมน ดอกมีสีนวลกลิ่นหอม ออกเดี่ยวตามซอกใบที่ปลายกิ่ง กลีบดอกหนาและแข็ง กลีบดอก ชั้นนอก 3 กลีบแผ่ออก ชั้นใน 3 กลีบ หุบเข้าหากัน เมื่อบานเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 เซนติเมตร ลักษณะผลเป็นผลกลุ่ม ทรงกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.6 เซนติเมตร สีเขียว เมื่อสุกสีดำ รสหวานอมเปรี้ยว
*
*

Sphaerocoryne affinis (คำพ้องความหมายเด่น: Mitrella mesnyi) เป็นพืชตระกูลดอกในตระกูลช่อดอก Annonaceae ดอกไม้หอมของ Sphaerocoryne affinis ได้รับการยกย่องในกัมพูชาและไทย

Cambodia's national flower, the romduol
กัมพูชาอย่างเป็นทางการได้รับเอาพระราชกฤษฎีกามาใช้เป็นดอกไม้ประจำชาติในปี ค.ศ. 2005 โดยชาวเขมร: រំដួល พระราชกฤษฎีกากำหนดให้ taxon เป็น Mitrella mesnyi แต่นี่เป็นคำพ้องความหมายของ taxonomically สำหรับ Sphaerocoryne affinis Ridley

*
*
ขอบคุณภาพและข้อมมูล วิกิพีเดีย

ดอกไม้ประจำชาติของประเทศบรูไน

ขอบคุณภาพ วิกิพีเดีย

Dillenia suffiruticosa (simpoh ayer) เป็นสายพันธุ์ Dillenia ที่พบในเขตร้อนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในพื้นที่ทุติยภูมิและพื้นที่แออัด มันเป็นไม้พุ่มขนาดใหญ่ที่เขียวชอุ่มถึง 6 เมตรสูง ดอกไม้บานอย่างต่อเนื่องด้วยดอกไม้สีเหลืองกว้าง 10 ถึง 12 ซม.

Dillenia suffruticosa เป็นดอกไม้ประจำชาติของบรูไนและสามารถพบเห็นได้ทุกแห่งทั่วประเทศ เป็นวัชพืชที่รุกรานมากในศรีลังกา

ต้นไม้ชนิดนี้ ถิ่นฐานอยู่ในเขตร้อนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในพื้นที่ป่าดิบแล้งและบริเวณที่เป็นแอ่งน้ำที่ไม่ถูกรบกวนเช่นป่าสูงถึง 700 เมตร

Dillenia Suffruticosa ยังพบในศรีลังกา, คาบสมุทรมาเลเซีย, สุมาตรา, ชวา, บอร์เนียว, ในเขตร้อนทั่วโลก (ฮาวาย) และสิงคโปร์

ประโยชน์
Dillenia suffruticosa มีการใช้อื่นเช่นยาและการเก็บรักษา คุณสมบัติทางยารวมถึงใบและรากที่ใช้ในการอักเสบคันอาการปวดท้องและการกู้คืนหลังคลอด

คุณสมบัติการเก็บรักษาประกอบด้วยใบขนาดใหญ่ของพืชที่ใช้ในการห่ออาหาร (เทมเป้หรือเค้กถั่วเหลืองหมัก) แทนการใช้ถุงพลาสติกและ / หรือใบจะมีรูปร่างเป็นรูปทรงกรวยเพื่อบรรจุหรือเก็บอาหารไว้ (rojak)
สามารถใช้ประโยชน์อื่น ๆ เพื่อดึงดูดนกในเขตเมืองและปลูกเป็นไม้ประดับ
**
Wikipedia, the free encyclopedia

ดอกไม้ประจำชาติ บอสเนียและเฮอร์เซโก

ขอบคุณภาพ วิกิพีเดีย
*
*
ดอกไม้ชนิดนี้ค้นพบและมีอยู่ที่ บอสเนียและเฮอร์เซโก บอสเนียและเฮอร์เซโก BOSNIA AND HERZEGOVINA และเป็นแหล่งกำเนิดคือที่นี้เช่นกัน น่าจะเป็นดอกไม้ ประจำชาติของ บอสเนียและเฮอร์เซโก BOSNIA AND HERZEGOVINA อย่างแน่นอน
*
*

บอสเนียและเฮอร์เซโก BOSNIA AND HERZEGOVINA

บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา (อังกฤษ: Bosnia and Herzegovina; บอสเนีย: Bosna i Hercegovina) บางครั้งย่อเป็น Bosnia, BiH, БиХ เป็นประเทศบอลข่านตะวันตกที่มีภูเขามาก เมืองหลวงชื่อซาราเยโว เดิมเป็นหนึ่งในหกสาธารณรัฐของอดีตยูโกสลาเวีย ได้รับเอกราชในสงครามยูโกสลาเวียในช่วงทศวรรษ 1990 และเนื่องจากข้อตกลงเดย์ตัน จึงเป็นรัฐในอารักขาของชุมชนนานาชาติ ปกครองโดยตัวแทนระดับสูงที่เลือกโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ


Lilium bosniacum เป็นดอกลิลลี่พื้นเมืองที่บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา มันยังเป็นที่รู้จักกันในชื่อลิลลี่สีทอง (บอสเนียโครเอเชีย: Zlatni ljiljan) และบอสเนียลิลี่ (บอสเนียโครเอเชีย: Bosanski ljiljan)


ลิลลี่สีทองเป็นสัญลักษณ์ของอาณาจักรบอสเนียและบอสเนีย เสื้อแขนของสมาชิกบ้านKotromanićจักรพรรดิแห่งยุคบอสเนียและดินแดนโดยรอบประกอบด้วยดอกลิลลี่สีทองหกดอกอยู่บนพื้นหลังสีฟ้าพร้อมกับริบบิ้นสีขาว


The Golden Lily is a symbol of the Bosnian Kingdom and Bosnia. The Coat of arms used by the members of the House of Kotromanić, sovereigns of medieval Bosnia and the surrounding lands, consisted of six golden lilies on a blue background with a white ribbon.


Lilium bosniacum Beck จาก Fritsch 1909 หมวด 3b Syn .: L. carniolicum var. bosniacum

หลอดไฟ: ไข่ขาว, เส้นผ่าศูนย์กลาง 6-7 ซม., สีเหลือง

ต้นขั้ว: 30-90 ซม.

ใบ: กระจัดกระจายหนาแน่นเรียงรายไปด้วยปลายแหลมโค้งขึ้นและแคบลงมีขอบขนเล็กน้อย

ดอกไม้: 1-6 ใน raceme, สัปหงก, หอม Tepals ปฏิวัติอย่างรุนแรง, รูปร่างแบบฉบับของเติร์กแบบฝา, เนื้อสัมผัสคล้ายขี้ผึ้ง, สีเหลืองถึงสีส้มไม่มีจุด, ~ 6 ซม. เส้นผ่าศูนย์กลาง เมล็ดที่มีการงอกของลำไส้ที่ล่าช้า เวลาออกดอก ~ กรกฎาคม 2n = 24

แหล่งกำเนิดสินค้า: บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา
*
*
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2559

แจกสูตรน้ำจิ้มเต้าเจี้ยวสูตร 1 ช้อนโต๊ะ

1.พริกสดซอยยิ๊บ 1ชต.
2.กระเทียมซอยยิ๊บ1ชต.
3.ขิงซอยยิ๊บ 1ชต.
4.เต้าเจี้ยว 1ชต.
5.น้ำตาลทราย1ชต.
6.น้ำปลาแท้ 1ชต.
7.น้ำมะนาว 1ชต.
8.น้ำต้มสุก 1ชต. (น้ำเปล่า)

*** ด้วยความชอบที่ต่างกันจากนี้เพิ่มเติมตามชอบนะค่ะ และอย่าลืมผงชูรสติ๊ดหนึ่ง555

วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

แนะนำเที่ยวอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์


อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า (Phuhinrongkla National Park) เป็นอุทยานแห่งชาติแห่งที่ 48 ของประเทศ และนับเป็นแห่งที่14 ของภาคเหนือ ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 307 ตารางกิโลเมตร หรือ 191,875 ไร่ ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2527 ซึ่งตั้งครอบคลุมพื้นที่รอยต่อของสามจังหวัด คือ อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย และอำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ภูหินร่องกล้าอันเป็นแหล่งกำเนิดของประวัติศาสตร์การสู้รบอันยาวนาน เป็นวีรกรรมของนักรบไทยที่เกิดขึ้น ณ ที่นี้ ตลอดจนสภาพสิ่งก่อสร้างในอดีตได้ถูกบันทึกเก็บรักษาไว้

สภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศ
สภาพภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,614 เมตร สภาพภูมิอากาศของภูหินร่องกล้า มีอากาศหนาวเย็นเกือบตลอดปี ในฤดูหนาวอุณหภูมิจะต่ำมากประมาณ 0-4 องศาเซลเซียส ฤดูร้อนอากาศจะเย็นสบาย และในฤดูฝนมีอุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีประมาณ 18-25 องศาเซลเซียส



พรรณไม้และสัตว์ป่า
อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้าปกคลุมด้วยป่าไม้ 3 ชนิด คือ ป่าเต็งรัง ป่าดิบเขา และป่าสนเขา แต่แม้ว่าอุทยานแห่งนี้จะมีป่าไม้ปกคลุมก็ตาม ในปัจจุบันไม่มีสัตว์ป่าขนาดใหญ่อาศัยอยู่ เพราะว่าปัจจุบันได้กลายเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์เป็นส่วนใหญ่ ทำให้พบแต่นกบางชนิดเท่านั้น

อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า มีจุดเด่นทีน่าสนใจด้านต่างๆ แบ่งออกเป็น 2 ด้านคือ

ด้านประวัติศาสตร์ ได้แก่ โรงเรียนการเมืองการทหาร, สำนักอำนาจรัฐ, หมู่บ้านมวลชน, โรงพยาบาล ทั้งหมดเป็นฐานปฏิบัติการของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในอดีต
ด้านธรรมชาติ ได้แก่ ลานหินแตก, ลานหินปุ่ม, ผาชูธง, น้ำตกหมันแดง, น้ำตกร่มเกล้าภราดร


การเดินทาง


อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า จากในตัวเมืองของพิษณุโลก ต้องไปตามเส้นทางพิษณุโลก-หล่มสัก ระยะทาง 68 กม. ถึงสามแยกบ้านแยง จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าสู่อำเภอนครไทย ระยะทาง 29 กม. และต้องเดินทางต่อด้วยรถสองแถวประมาณ 28 กม.
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

จัดสวนสวย

บันไดไม้


ร่มรื่น



หมากไม้ต่างตระกูล


ศาลา..ไม้ร่ม


คงมีเรื่องราวเล่าขาบ่อน้ำแห่งนี้...

ทางเดินทำด้วยไม้...



บริเวณบ่อน้ำ
 
เป็นระเบียบ
 

เดินจากไป...
สีแดง..ตระกูลข่า

สะอาด...
นำหินมาเรียง...

คลิกตามชมภาพ สวยๆต่อที่นี่...

วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ผาช่อ อ.ดอยหล่อ จ.เชียงใหม่


ประติมากรรมหินที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เชื่อกันว่า เมื่อหลายร้อยปี หรือพันปีก่อน บริเวณแห่งนี้ เคยเป็นทางเดินของแม่น้ำปิง จนกระทั่งแม่น้ำปิง ได้ย้ายทิศไหลไปที่อื่น บริเวณนี้จึงยกตัวเป็นเนินเขาสูง

  ปกติในช่วงหน้าหนาวเช่นนี้ นักท่องเที่ยวมักจะขึ้นเหนือไปหาหนาว ไปสัมผัสกับบรรยากาศของทะเลหมอกอันสวยงามละมุนฟูฟ่อง หรือไปชมความงามของมวลหมู่ดอกไม้หลากสีสันอันสดใสสดสวย
     
    
     
       ผาช่อ ตั้งอยู่ที่ อ.ดอยหล่อ จ.เชียงใหม่ ในเขตอุทยานแห่งชาติแม่วาง อุทยานฯที่แม้จะไม่ใช่อุทยานฯชื่อดัง แต่ว่าก็มีสิ่งน่าสนใจให้สัมผัสเที่ยวชมกันหลากหลายพอดู ไม่ว่าจะเป็น เที่ยวน้ำตก เที่ยวถ้ำ ศึกษาธรรมชาติ ดูนก ล่องแพ ชมวิว และที่ถือเป็นไฮไลท์ไม่ควรพลาดในอุทยานฯแม่วางก็คือ การไปสัมผัสกับงามอันน่าตื่นตาตื่นใจของ “ผาช่อ” ที่วันนี้ทางอุทยานฯมีการจัดทำเส้นทางศึกษาธรรมชาติพร้อมป้ายสื่อความหมายต่างๆให้ศึกษากันรวม 10 สถานี



ผลงานจากธรรมชาติสร้างสรรค์

        เส้นทางสายนี้มีระยะทางประมาณ 900 เมตร ในเส้นทางเดินเท้าไป-กลับย้อนทางเดิม โดยมีเส้นทางเดินวงรอบอยู่ช่วงหนึ่งหลังจากผาช่อจุดไฮไลท์แล้วมาบรรจบในเส้นทางเดิมใกล้ๆกับสถานีที่ 7 ใช้เวลาเดินเที่ยวชมประมาณ 45 นาที ถึง 1 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้นสำหรับพวกช่างภาพที่ถ่ายรูปกันอย่างละเลียดเก็บละเอียด หรือพวกที่ชอบเซลฟี่กันแบบเก็บแทบทุกจุดของพื้นที่
     
       ผาช่อ เชียงใหม่ ธรรมชาตินั้นสร้างสิ่งมหัศจรรย์หลายอย่างที่ยากต่อการคาดเดา

กาลเวลาที่เปลี่ยนไปทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภูมิประเทศที่แปลกตา

หากคุณเคยไปเที่ยวแพะเมืองผีที่จังหวัดแพร่มรแล้ว

หรือไปเยือนฝั่งด้านในอุทยานแห่งชาติดอยภูนางที่เมืองพะเยา

หรือไปเที่ยวละลุในจังหวัดสระแก้วมาก็ดี

ประติมากรรมหินเหล่านี้ก็มีให้ชมที่เชียงใหม่

ที่ผาช่อและกิ่วเสือเต้น ในอุทยานแห่งชาติแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่



แผนที่และการเดินทางสู่ผาช่อ อุทยานแห่งชาติแม่วาง

ผาช่อตั้งอยู่ภายในบริเวณอุทยานแห่งชาติแม่วาง อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ หากเดินทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ ให้ไปตามทางหลวงหมายเลข 108 (เชียงใหม่ – ฮอด) ระยะทาง 21 กิโลเมตร จากนั้นเลี้ยวขวาไปอำเภอแม่วางตามถนน รพช.12039 และถนน รพช. 10240 (แม่วิน – บ่อแก้ว) ระยะทางราว 36 กิโลเมตร จะถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติแม่วาง เป็นถนนลาดยางอย่างดีตลอดเส้นทาง)

ช่วงเวลาการท่องเที่ยว : ตลอดปี สวยที่สุดในฤดูหนาว
ละติจูด: 18.543204
ลองจิจูด: 98.70219
( 18° 32' 35.5338" , 98° 42' 7.884" )
Cr Picture : http://goo.gl/jtG9eK